<?xml version="1.0" encoding="tis-620"?>
<rss version="2.0" 
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
>
<channel>
  <title>Screen Name's blog on Yarisme.com</title>
  <link>http://vreview.yarisme.com</link>
  <description></description>
  <pubDate>Fri, 05 Sep 2008 20:05:36 ICT</pubDate>
  <language>en</language>
  <item>
    <title><![CDATA[Flags of Our Fathers (2006)]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1360</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1360#comment</comments>
    <pubDate>Fri, 05 Sep 2008 20:09:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1360</guid>
    <description><![CDATA[
ภาพยนตร์สงคราม 1 ในหนังคู่แฝดที่เป็นมุมมองจากฝั่งกองทัพอเมริกัน (ส่วนแฝดอีก 1 ฝา คือเรื่อง Letters from Iwo Jima ซึ่งเป็นมุมมองจากฝั่งกองทัพญี่ปุ่นในสมรภูมิเดียวกัน - แต่ได้รับเสียงชื่นชมไปมากกว่า และได้รางวัลมากกว่าด้วย ... และผมยังไม่มีโอกาสได้ดู) ไอเดียบรรเจิดนี้สร้างสรรค์โดยผู้กำกับจอมเก๋าลูกหม้อฮอลลีวูดอย่าง ผกก.คลินต์ อีสต์วูด ... สำหรับ Flags ว่าด้วยเรื่องของมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งกองทัพอเมริกาเริ่มตีโต้กลับกองทัพซามูไรได้ และรุกคืบบุกยึดเข้าไปในดินแดนที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ โดยเกาะอิโว จิม่า ก็คือหนึ่งในดินแดนเหล่านั้น
หนังสร้างจากพื้นฐานของหนังสือที่เขียนขึ้นโดย 1 ในลูกของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น 'ผู้ปักธงบนยอดเขาซูริบาชิ ณ เกาะอิโว จิม่า' โดยภาพประวัติศาสตร์อันโด่งดังนี้ ได้รับการสร้างเป็นอนุสาวรีย์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และได้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกันในการ 'ระดมทุน' เพื่อให้ประชาชนจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนสงคราม โดยใช้ทหาร 3 คนที่เหลือรอดชีวิต (จากผู้ปักธง 6 คน) มาเป็น 'ตัวช่วย' ในการเดินสายหาเงินไปทั่วประเทศ (ตั้งใจเสียดสีความไร้สาระและไร้แก่นสารของสงคราม แบบเดียวกับเรื่อง Saving Private Ryan - รวมทั้งฉากการ 'ยกพลขึ้นบก' อันยาวนานในโทนสีซีเปียร์ ก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับฉากบุกหาดนอร์มังดี อันเป็นฉากเปิดเรื่องของ Saving ด้วย) ... และจริงๆ แล้วภาพนี้มันก็มี 'เบื้องหลัง' อยู่เช่นกัน&nbsp;รวมทั้งมีราคาค่างวดที่ตัวหมากเบี้ยในกระดานบางตัว อาจต้องจ่ายแพงเกินกว่าที่ตัวเองจะคาดคิด บนเกมการเมือง-การทหารนี้
หนังเล่าเรื่องแบบสลับซีเควนซ์ (1 ในผู้เขียนบทคือ พอล แฮกกิส) และดำเนินไปค่อนข้างเนิบช้า (ตามสไตล์ของ ผกก. และผู้ชมก็เลยอาจรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ยาวเกินไปสักหน่อย กว่าจะดำเนินไปถึงบทสรุปของเรื่อง) ระหว่างฉากการรบอันหฤโหดบนเกาะเล็กๆ อันแสนกันดาร กับภาพของการเดินสายโปรโมตภาพๆ นี้ มันช่างแตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ... เมื่อไหร่หนอ มนุษยโลกถึงจะรู้จักเรียนรู้เสียทีว่า "สงครามนั้นเป็นสิ่งสูญเปล่า เป็นการสนองตัณหาความบ้าคลั่งของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คนเท่านั้น" ... เลิกรบ เลิกทะเลาะ เลิกแก่งแย่งชิงอำนาจ กันเสียทีเถิด ........
8 / 10บลูยอชท์
(http://lifesosimple.bloggang.com)]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Dr. Terror's House of Horrors (1965)]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1357</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1357#comment</comments>
    <pubDate>Fri, 05 Sep 2008 11:09:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1357</guid>
    <description><![CDATA[
เพื่อนๆ ที่อ่านรีวิวของผมมาตั้งแต่สมัยแรกๆ ย่อมจำได้นะครับว่ามีอยู่ระยะหนึ่งผมจะเอาหนังสยองขวัญแบบ 3 เรื่องสั้นในหนังหนึ่งเรื่องมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ เพราะผมชอบหนังแนวนี้ครับ ส่วนมากหนังสยองแบบตอนสั้นๆ ราว 20 - 30 นาทีมันมักจะสนุก น่าติดตามและกระชับ เล่าเรื่องได้ตรงประเด็น
ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบครับถ้าเทียบกับหนังสยองเรื่องยาวๆ เพราะส่วนใหญ่หนังสยองยาวๆ มักจะไม่ค่อยมีอะไรครับ พล็อตน่ะแค่ไม่กี่สิบนาที แต่ต้องยืดเยื้อให้มันครบสองชั่วโมงหรืออย่างน้อยก็ต้อง 90 นาที มันเลยกลายเป็นความน่าเบื่ออย่างช่วยไม่ได้
ส่วนเรื่องนี้ก็เป็นหนังสยองที่อัดเรื่องสั้นระทึกขวัญมาทีเดียว 5 เรื่องเลยครับ รวมดาราสยองยุคเก่าไว้เพียบ ลองมาฟังเรื่องเล่าทั้ง 5 กันดีกว่านะครับ เผื่อจะกระตุ้นต่อมอยากดูขึ้นมาบ้าง
หนังเปิดมาก็แนะนำให้คนดูได้รู้จักกับชาย 5 คนที่ขึ้นรถไฟตู้เดียวกัน ต่างคนต่างก็ไม่รู้จักกันครับ และไม่นานผู้โดยสารรายที่ 6 ก็เดินมาถึง เขาแนะนำตัวว่าชื่อ ดร.แซนดอร์ ชเร็ค (Peter Cushing) ที่มาพร้อมไพ่ยิปซีหนึ่งสำรับ ที่เขาอ้างว่าสามารถทำนายอนาคตและบอกชะตาคนได้ ชายทั้ง 5 เลยไม่รอช้า ขอพิสูจน์ความจริงหน่อย และนี่คือเรื่องสยองที่เกิดกับชายทั้ง 5 คน
คนแรก (ชื่อตอน Werewolf)สถาปนิกหนุ่มที่ชื่อจิม ดอว์สัน (Neil McCallum) ได้เดินทางไปพักผ่อนยังแถบสก็อตแลนด์ ไปยังบ้านของคุณนายบิดดัลท์ (Ursula Howells) ซึ่งบ้านหลังนี้ออกแบบโดยบรรพบุรุษของจิมเองซะด้วย แต่แล้วเขาก็พบกับความลับของบ้าน ตอนเดินลงไปห้องใต้ดินเขาพบว่าโลงศพซ่อนอยู่ และโลงที่ว่านี้เหมือนจะเกี่ยวกับตำนานมนุษย์หมาป่าประจำบ้านหลังนี้ ... มันอาจฟื้นขึ้นมาและฆ่าทุกคนได้!
คนที่สอง (ชื่อตอน Creeping Vine)บิลล์ โรเจอร์ (Alan Freeman) ได้พาครอบครัวไปพักผ่อนยังบ้านตากอากาศ ก่อนจะพบว่าต้นไม้เถาวัลย์ที่นี่เติบโตเร็วอย่างเหลือเชื่อ และมันยังมีชีวิตอีกต่างหาก! 
คนที่สาม (ชื่อตอน Voodoo)บิฟฟ์ ไบเลย์ (Roy Castle) นักดนตรีอารมณ์ดีที่มีอารมณ์ขันตลอดเวลาไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายแค่ไหน วันหนึ่งเขาเกิดเบื่อแนวทางดนตรีของตัวเองเลยไปหาแนวดนตรีใหม่ที่ยังไม่มีมนุษย์คนกรุงรายไหนได้ยินมาก่อน และเขาก็ได้พบว่าดนตรีตามพิธีพวกวูดูนั้นช่างเร้าใจและน่านำไปแต่งเพลงอย่างยิ่ง ... แต่ทว่า เพลงวูดูน่ะ มันมีอำนาจลึกลับที่เขาเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน!
คนที่สี่ (ชื่อตอน Disembodied Hand)แฟรงคลิน มาร์ช (Christopher Lee) นักวิจ]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Bangkok Dangerous]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1353</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1353#comment</comments>
    <pubDate>Wed, 03 Sep 2008 23:09:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1353</guid>
    <description><![CDATA[
ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม ก็สนุกตามประสาฮอลลีวู้ดทั่วไป พยายามจะดราม่า พยายามจะเท่แต่สุดท้ายก็เป็นแบบฮอลลีวู้ดอยู่ดี
ความผิดประการหลักของหนังเรื่องนี้คือ มันมีต้นฉบับ (Bangkok Dangerous - 1999) ที่ไม่เพียงดราม่ากว่า มันยังลึกซึ้งกว่า คมคายกว่า กินใจกว่า และอาร์ตกว่า พูดง่ายๆก็คือ ดีกว่าฉบับรีเมคในทุกแง่มุม ตัวละครไม่กลายเป็นส่วนเกิน (หยางไฉ่หนี กับ เป้ย-ปานวาด มีหน้าที่เพียงแค่คงสภาพของ นิโคลัส เคจ กับ ชาคริต แย้มนาม ไม่ให้กลายเป็นคู่เกย์กันไปเสียก่อน) และไม่มีการพยายามขายความ exotic จนเกินเหตุตามฉบับฮอลลีวู้ด
ถ้าฝรั่งดูเรื่องนี้แล้วยังเชื่อว่าประเทศไทยขี่ช้างไปเรียน ผมก็ไม่แปลกใจแล้วล่ะเพราะขนาดกลางเมืองกรุงเทพในเรื่อง ยังมีป่าให้ช้างอยู่เลย !!
แนะนำอีกครั้ง กรุณาหาต้นฉบับมาดู เพราะเป็นหนังที่ดีมากจริงๆ
6.5/10
Nanoguy(http://nanoguy.exteen.com)

ถ้าแค่ชื่อ&nbsp;"Bangkok Dangerous" ..มันอาจจะดูน่ากลัว ว่าหนังฮอลลีวูดรีเมคเรื่องนี้จะนำเสนอในภาพมุมมืดของเมืองหลวงที่เราอยู่อาศัยแห่งนี้&nbsp;แบบเต็มขั้น เอาให้คนฝรั่งเห็นแล้วรู้สึก...ว่ามัน..ทราม ได้อีก
หากแต่ "พี่น้องแปง" ก็ใช้ความที่พวกเขารักเมืองไทย เปลี่ยนภาพที่มันดูเหมือนจะร้าย ให้กลายเป็นดี ..ในแบบที่ ขัดแย้งกับความเป็นจริง ยังไงชอบกล (ยิ่งในฉากที่มีประชาชน มาโบกมือให้นักการเมืองน้ำดี ..ภาพอย่างนี้ คงไม่ใช่ที่นี่ประเทศไทย และห่างไกลจากปัจจุบันกาลกันลิบลับ)
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหรอก ..ถ้าเราดูหนังเรื่องนี้ เพียงเพราะมันเป็นหนังแอ๊คชั่นที่ใช้ กรุงเทพ ประเทศไทย เป็นโลเคชั่นหลักอีกเรื่องหนึ่ง ..ความจริงมันจะบิด หรือไม่บิดยังไง ไม่ใช่ประเด็น เรื่องของความสนุกสิ ที่น่าเข้าโรงมาค้นหา
&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัวผมเอง ยังไม่เคยได้ดูตัวต้นฉบับ เลยบอกไม่ได้ ว่าอะไรที่ดีกว่า หรือด้อยกว่า(โดยเฉพาะในกรณีหลัง..ที่เป็นเรื่องปกติ)ในเวอร์ชั่นใหม่ ..แต่ส่วนตัว หนังในฉบับล่าสุดนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ ความสนุกได้ค่อนข้างดี..กว่าที่คาด ตามแบบฉบับฮอลลีวู้ดจ๋า..ที่ยอมรับได้
คือ ถ้าถามหาความตื่นเต้น ..ก็คิดว่า หนังสามารถที่จะให้ได้พอสมควร ในระดับที่ไม่อาจดีเด่อะไร แต่ก็ไม่น่าเบื่อ หรือเรื่อยเปื่อย
จากที่พักหลังๆ พี่เถิก "นิโคลาส เคจ" ช่างไม่เหมาะเจาะลงตัวกะหนังแอ๊คชั่นใดๆสักเรื่อง ..ก็เพิ่งจะมีบทมือปืนอารมณ์เหงานี่แหละ ที่ดูเหมาะสม และพี่เถิก ก็เล่นได้อย่างมีมิติ โดยเฉพาะนัยน]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Evangelion: 1.0 : You are (not) alone ]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1340</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1340#comment</comments>
    <pubDate>Mon, 01 Sep 2008 13:09:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1340</guid>
    <description><![CDATA[
[เข้าฉายแบบจำกัดโรง เฉพาะโรง Lido เครือ Apex เท่านั้น]
อนิเมชั่นที่สร้างจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง ในอารมณ์แนว Sci-Fi / Thriller / Drama ที่น่าจะทำได้ออกมาสะใจบรรดาแฟนๆ พันธุ์แท้ของการ์ตูนเรื่องนี้ ส่วน 'แฟนพันธ์เทียม' อย่างผม เนื่องจากได้อ่านปูมหลังและพล็อตคร่าวๆ มาบ้างแล้ว จึงสามารถเข้าไปดูแล้วต่อติด เพราะตั้งแต่เปิดเรื่องจนถึงระหว่างที่หนังดำเนินไป ก็ไม่ได้มีคำอธิบายอะไรมากนัก โดยเฉพาะในจุดที่เป็นปมจิตวิทยาระหว่างพ่อ (ผู้เป็นเจ้าของโครงการสร้างหุ่นยักษ์ Eva. ที่เชื่อมต่อทางชีวภาพเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของผู้ขับ ขึ้นมาต่อสู้กับหุ่นศัตรูของชาวโลกอย่าง เหล่าเทวฑูต) กับลูกชาย หนุ่มน้อยวัยมัธยม อิคาริ ชินจิ ซึ่งเป็นพลขับของหุ่น Eva. 1.0&nbsp; รวมทั้งเด็กสาวพลขับหุ่น 0.0 อายานามิ เรย์ ด้วย
ในส่วนของอารมณ์กดดันและฉากต่อสู้ (โดยเฉพาะเทวฑูตตัวสุดท้ายของภาคนี้) ทำออกมาได้ดีทีเดียว หนังสร้างภาพของโลกอันเสื่อมโทรมที่ชาวโลกต้องหลบภัยไปอยู่ที่ฐานทัพใต้ดินเป็นครั้งคราว เพื่อหนีให้พ้นจากการทำลายล้างของหุ่นยักษ์ 'เทวฑูต' ที่มารุกรานอยู่เป็นระยะๆ ... รวมทั้งความอ่อนแอ เปราะบาง สับสนในใจของตัวเอก เพราะชินจิ ไม่เคยเข้าใจในตัวพ่อของเขา ว่าทำไมถึงไม่เคยแสดงออกซึ่งความรักในตัวลูกชายคนนี้เลย และไม่รู้จะเป็นตัวแทนของชาวโลกเพื่อต่อสู้ไปทำไม นอกจากนั้นยังมีช่วงกุ๊กกิ๊ก ขำๆ หรือแม้แต่ฉาก (เอ่อ ...) ตามแนวการ์ตูนญี่ปุ่น แทรกมาให้คนดูผ่อนลมหายใจได้เป็นพักๆ
หลัง end credit จะเป็นตัวอย่างของภาคถัดไป (2.0) ซึ่งก็น่าจะมีเนื้อหาเข้มข้นกว่าภาคนี้มากขึ้นไปอีก
9 / 10บลูยอชท์
(http://lifesosimple.bloggang.com)]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Central Station (1998)]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1337</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1337#comment</comments>
    <pubDate>Mon, 01 Sep 2008 05:09:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1337</guid>
    <description><![CDATA[
&nbsp;
หนังเล่าถึงการเดินทางของเด็กชาย โยซัว (วีนิเชียส เดอ โอลิเวียร่า) เพื่อตามหาพ่อที่จากเขาไปตั้งแต่เขายังเด็ก โดยมี โดร่า (เฟอร์นานดา มอนเตเนโกร, The House of Sand-2005) หญิงสูงวัยจับพลัดจับผลูเดินทางไปด้วย ทั้งสองได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันในระหว่างทาง จากที่เคยเป็นแค่คนอื่นก็ค่อยๆขยับขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ตัวละครของโดร่า เป็นหนึ่งดั่งตัวแทนของคนที่ใช้ชีวิตอย่างทั่วไปในยุคนั้น ปากกัดตีนถีบ ไม่ใช่คนเลวร้ายแต่ก็ไม่ใช่คนคิดดีประพฤติดีเป็นนิจสิน อายุมากเห็นโลกกว้างแต่ใจแคบ จวบจนได้ความใสซื่อ, ฉลาดและมุ่งมั่นในจุดมุ่งหมายอย่างมีความหวังของโยซัวมาช่วยแง้มงัดเปิดใจให้รู้จักมองคนอื่น คิดถึงใจคนอื่น 
หนังมีฉากหลังของเมืองริโอ เดอ จาเนโร ของบราซิลที่น่าสนใจทั้งสถานีรถไฟที่เสมือนศูนย์รวมความหวังของผู้คน ทั้งรถไฟบรรทุกผู้โดยสารมากมายมาลงที่นี่, มีโต๊ะบริการรับเขียนจดหมายเพื่อส่งถึงคนที่คิดถึง(บอกถึงความด้อยการศึกษาของประชากร) และยังเป็นแหล่งรวมล่อใจของมิจฉาชีพ รวมถึงมาเฟียค้ามนุษย์ 
หนังชี้ถึงความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยว ที่เด็กอย่างโยซัวหรือผู้ใหญ่อย่างโดร่าต่างก็ไม่ต้องการให้ตัวเองยืนและหยุดอยู่จุดนั้น จึงได้ออกเดินทางแสวงหาความอบอุ่น ส่วนจะได้อย่างหวังหรือไม่ อย่างน้อยก็ถือได้ว่า &ldquo;ได้พยายาม&rdquo;
&nbsp;
8.75/10
renton(http://renton.bloggang.com)
&nbsp;
ผลงานสร้างชื่อของ ผกก.ชาวบราซิล วอลเตอร์ ซัลเลส ให้โกอินเตอร์สู่ระดับสากล และได้ทำหนังนอกบ้านในเวลาต่อมาอย่างเช่น The Motorcycle Diaries และตอนหนึ่งของ Paris, je t'aime ... เป็นหนังดราม่าอบอุ่นหัวใจ แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมอันเสื่อมโทรมของบราซิล ภาพชีวิตของชาวบ้านที่ต้องใช้ชีวิตปากกัดตีบถีบ เอาชีวิตรอดไปวันๆ (ซึ่งก็ดูไม่ต่างจากประเทศแถบๆ บ้านเรามากนัก) หนังได้ 'ตัวแม่' ของวงการหนังบราซิลอย่าง เฟอร์นานดา มอนเตเนโกร มานำแสดง และเธอก็เยี่ยมจนสามารถฝ่าฟันเข้าไปติดเป็น 1 ใน 5 ชื่อสุดท้ายของรายชื่อนักแสดงนำหญิงออสการ์ 1999 เลยทีเดียว (เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ ที่ก็ได้เป็น 1 ใน 5 เรื่องสุดท้ายของหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมเช่นกัน) และรวมกับรางวัลอื่นๆ ที่ยาวเหยียดเป็นหางว่าว เป็นเครื่องรับประกันความยอดเยี่ยมของตัวหนัง
เฟอร์นานดา มอนเตเนโกร ในบท โดรา อดีตครูผู้ยึดอาชีพเขียนจดหมายแทนให้แก่ผู้คนที่ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ โดยตั้งโต๊ะอยู่ที่สถ]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1335</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1335#comment</comments>
    <pubDate>Mon, 01 Sep 2008 00:09:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1335</guid>
    <description><![CDATA[
13 ปีต่อมา กับตัวเลขภาคที่ 9&nbsp;ในท้องเรื่องของ นาย "บุญชู บ้านโข้ง" ผู้น่ารักผู้นี้ ...แม้อาจจะหายร้างลาจอไปนานแสนนาน การกลับมาของเขาในพ.ศ.2551 ก็ยังคงกลิ่นอายความเป็นบุญชู ไว้ครบถ้วนเลย..จ้า
แต่มันก็อาจจะย่อมดูดรอปๆไปอยู่บ้าง ..เพราะพี่บุญชู(+แม่โมลี &amp; The Gang)ที่น่าร้ากกกของเรา ขึ้นจอออกแนวสมทบซะมากกว่าก็เหอะน้า
แน่นอนที่เรื่องราวของภาคนี้ จะถูกเน้นไปที่รุ่นลูก ซึ่งนำทีมโดย เจ้าหนุ่มบุญโชค&nbsp;ผู้ใสซื่อ(พิมพ์เดียวกับพ่อเป๊ะๆ)&nbsp;เป็นหลัก ..แต่แก๊งตัวละครรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ยังไม่ถึงกับน้อยหน้าลูกๆซะทีเดียว ซึ่งถ้าออกฉากมาเมื่อไหร่ ก็ให้มีได้ฮากันเหมือนเดิม อันรับรองได้ว่าแฟนเก่าคงจะหายคิดถึงกันไปบ้าง
ส่วนรุ่นลูกที่มาใหม่ทั้ง 5 (+1 สาว..ที่น่าจะเข้าร่วมก๊วนอย่างเป็นทางการในภาคต่อไป)&nbsp;..ล้วนถือว่า สอบผ่านในเรื่องคาแรกเตอร์ ที่เล่นกันได้เพลิดเพลิน ขำขำ&nbsp;แต่ถ้าเป็นเรื่องของการสร้างความผูกพันกับคนดู ก็คงยังจะต้องรอดูกันไปอีกนานๆ ...เพราะถึงจะได้ชื่อว่าสดใหม่(และหน้าตาดี)อย่างไร แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ย่อมเป็นต่ออยู่ไกลโข ที่ติดอยู่กับแบรนด์ บุญชู ชื่อนี้มาแต่ไหนแต่ไร
ซึ่งในขณะเดียวกันที่ บุญชู ภาคนี้ยังคงความเป็นตัวของตัวเอง ที่สนุกสนานอย่างอลวน ตลกเฮฮาไม่หยาบคาย&nbsp;แบบฉบับลุง "บัณฑิต ฤทธิกล" ไว้ไม่แปรเปลี่ยน.. อีกสิ่งที่ยังคงความมีเสน่ห์ของหนังชุด บุญชู ไว้ได้ตลอดก็ไม่ได้ถูกบิดให้ผิดเพี้ยน&nbsp;คือ การมองโลกในแง่ดี&nbsp;
หากแม้ความเป็นจริง สังคมจะโหดร้าย น่ากลัวกว่านั้นมากมายนัก แต่สำหรับคนที่เรียกร้องอยากดูหนังที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้หายเศร้า เสริมสร้างความสุขโดยไม่ต้องคิดมากใดๆแล้ว&nbsp;..เวลาเกือบสองชั่วโมงของหนัง คงจะทำให้คุณลืมโลกใบเก่าใบนี้ไปก้าวไปสู่โลกใบใหม่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ มาบังคับ นอกเสียไปจากยังจะได้ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นสุข&nbsp;เกิดความสนุก ยิ้มๆเพลินๆไป แล้วก็กลับบ้านมาด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย&nbsp;ที่หนังไทยดีๆเรื่องนี้&nbsp;สามารถจะให้คุณได้
ในเมื่อภาค 9 กลับมาคืนฟอร์ม ลุงบัณฑิต ได้เสียอย่างนี้ ..เห็นทีภาค 10 จะต้องมีสถานเดียว (แล้วก็อยากให้ไปตาม อาบัวลอย ,ลุงบุญช่วย และป้ามาลี กลับมาด้วยนะจ้า ..เพราะถ้าไม่มีพวกเขา ก็คล้ายว่า บุญชูจะกร่อย เมื่อขาดส่วนผสมที่สำคัญไปไม่น้อยครือกัน)
8.5/10
OncE UPoN'-'a MaN
(http://onceupon.bloggang.com)]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[บุญชู 1-2-5-6-7-8]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1326</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1326#comment</comments>
    <pubDate>Sat, 30 Aug 2008 07:50:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1326</guid>
    <description><![CDATA[
ในยุคสมัยราวๆ&nbsp;10 กว่าปีที่แล้วขึ้นไป ..ใครๆที่อยู่ในวัยระเริงโลก ก็คงเคยรู้จักชายหนุ่มคนซื่อแห่งบ้านโข้ง เมืองสุพรรณ&nbsp;ผู้น่ารัก คนหนึ่ง นามว่า "บุญชู" เป็นดิบดีอยู่แล้ว ...ยิ่งถ้าจะมองหาว่าใครเป็นแบบนี้ ก็เป็นเรื่องง่าย
แต่เมื่อวันเวลา และสังคมถูกยกระดับความล้ำหน้าทางวัตถุไปเสียไกล หากขณะเดียวกันที่เรื่องของจิตใจ ยิ่งถอยกลับไปสู่ความมืดหม่น ไม่น่ารัก มากขึ้นทุกทีเช่นนี้ ..วัยระเริงโลกในวันนี้ ก็คงจะหาเจอคนที่เป็นแบบ บุญชู บ้านโข้ง น้อยลง(จนอาจสูญพันธ์ไปแล้ว..หรือเปล่า?)
การกลับมาเป็นครั้งที่ 7 ของ บุญชู ในปีนี้ กับตัวเลขภาค 9&nbsp;อาจจะดูเป็นเรื่องที่ล่าช้าล้าสมัยคนวัยรุ่นเกินไปเสียแล้ว ก็คงว่าไม่ผิด.. แต่ถ้านั่นจะมาเป็นการคืนสู่เหย้า เพื่อตอบคำถามว่า ชีวิตของเขา ณ เวลานี้ และในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป(ทางที่ไม่สดใสเอาเสียเลย)นี้&nbsp;เป็นเช่นไร แค่นั้นก็อาจจะเพียงพอแล้ว ที่มีเหตุผลจะทำให้แฟนเก่าๆพร้อมเฝ้ารอการคืนจอของชายหนุ่ม(ค่อนไปทางชรา)ผู้นี้เป็นแน่
แต่ก่อนอื่นใดที่ผมจะไปเลิฟสระอู ..ภารกิจที่ผมขอเพียรทำก่อนหน้าจะเข้าโรง คือ ความจำเป็นที่จะต้องซึมซับบรรยากาศเก่าๆ ของหนังบุญชูภาคที่แล้วๆมากันเสียก่อน ...เพราะถ้าลองไปดู ภาคใหม่นี้เลย ก็กลัวจะรู้สึกอินไม่เท่าแฟนเก่ารุ่นแก่ และถึงแม้จะตามกลับมาเก็บทีหลังได้ แต่ก็คงจะดีกว่าที่ชิงเวลาว่างๆ มานั่งติดตามความเป็นไปของชีวิต บุญชู เมื่อยามหนุ่ม&nbsp;และได้ลองทำความเข้าใจว่า ทำไมหนังชุดเรื่องนี้ ถึงเคยเป็นของฮิตติดตลาดทั่วไทย&nbsp;(ในวันเวลาที่ผมยังละอ่อน ไม่รู้ประสีประสา ว่าหนังคืออะไร) กลายเป็นอะไรที่คลาสสิคในวันนี้
บุญชู ผู้น่ารัก -&gt; 9/10&nbsp;
สถานการณ์ในช่วงเวลาที่ชีวิตต้องเตรียมใจไว้ให้โดนทำร้าย อย่างการ Entrance เข้ามหาลัย (แต่เป็น Admission ณ ปัจจุบันนี้) ..เป็นการประเดิมเปิดตัว บุญชู ที่ทำให้ผมรู้เลยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเข้าไปนั่งในหัวใจของวัยรุ่น(ในปี 31)ได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งถึงแม้หนังจะขึ้นชื่อว่า ขายความตลก เป็นสำคัญ จากคาแรกเตอร์แสนซื่อนายบุญชู ที่สร้างชื่อให้น้า "หนุ่ม-สันติสุข" กลายมาเป็นภาพจำของเขา หรือจะเป็น การรวมพลแก๊งซูโม่ ที่ได้ออกฉากทีไร ก็มีฮาเมื่อนั้น ..หากแต่สิ่งที่แอบแฝงเข้ามากับ การจำลองภาพชีวิตของผู้คนเวลานั้น ถือเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเราก็พร้อมจะเชื่อในความรู้สึกเช่นเดียวกับ บุญชู เมื่อคราวนั้น ที่เขาต้องผิดหวังกลับบ้านไป]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Mamma Mia!]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1312</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1312#comment</comments>
    <pubDate>Wed, 27 Aug 2008 14:08:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1312</guid>
    <description><![CDATA[
หลังจากกระแสหนังเพลงในฮอลลีวู้ดบูมขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากหนังเพลงที่อิงกับความเป็นจริง (เช่นเรื่องราวเกิดขึ้นกับคอนเสิร์ต ละครเวที วงดนตรี ตั้งแต่ Moulin Rouge! เป็นต้นมา) ระดับเข้าชิงรางวัลต่อมาเรื่อยๆ จนถึงหนังเพลงแบบดิสนีย์ที่เป็นคนจริงอย่าง Enchanted ที่เริ่มถีบตัวเองไปสู่ความแฟนตาซีของหนังเพลง หรือ Across the Universe ที่ทำเพื่อทริบิวต์ให้เดอะบีทเทิลส์&nbsp;และก็มาถึง Mamma Mia! ที่กลายเป็นหนังเพลงเพื่อความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป โดยใช้เพลงของ ABBA
เนื้อเรื่องจริงๆหนังไม่มีอะไรมากเลย และไม่ค่อยมีความคืบหน้าด้านเรื่องราวมากด้วย (เนื้อเรื่องกระเถิบจากในตัวอย่างไปเล็กน้อย)&nbsp;แต่ข้อเสียตรงนี้หนังใช้เพลงอันหลากหลายและการแสดงอันสนุกสนานมากลบได้ค่อนข้างดี แม้จะยังเหลือช่วงน่าเบื่อตกค้างอยู่บ้างก็ตามที
เรื่องการแสดงจริงๆ หนังเขียนบทให้ตัวละครมีบทเท่าๆกัน ทว่า The Dynamos ของเจ้าป้าและผองเพื่อนดันขโมยซีนชาวบ้านเค้าหมดเลยเนี่ยสิ ฮา (โดยเฉพาะใน end credit ที่เจ๋งที่สุดของปีนี้เลยก็ว่าได้) เล่นเอานักแสดงรุ่นลูกเกือบตายคาจอ ถ้าคนเขียนบทไม่ได้ช่วยไว้ (ลุงๆทั้งสามก็เกือบไปเหมือนกันนะ 55+)
หรือจะสรุปถึงหนังสั้นๆ ความรู้สึกระหว่างที่ได้ดูก็คือ "เหมือนดูหนังอินเดียเลยว่ะ"
7.5/10
Nanoguy(http://nanoguy.exteen.com)
พูดตามตรงว่า "Mamma Mia!" เป็นหนังเพลงที่ทำออกมาได้ธรรมดา เนื้อหาก็ไม่มีอะไร นอกจากลูกสาวอยากเจอหน้าพ่อในงานแต่งงาน&nbsp;ส่วนสาระก็ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องมานั่งขบคิดไปเลย ..ซึ่งแบบว่าถ้าใครฝังจิตฝังใจ กับการรวมเพลงวงสี่เต่าทอง The Beatles&nbsp;ที่อาร์ทจ๋า ฟุ้งฝันมากมายอย่าง&nbsp;"Across the Universe" (เมื่อตอนต้นปี) อาจจะรู้สึกมาเทียบกับหนังเพลง ABBA เรื่องนี้แล้ว ไม่ถึงกับเต็มอิ่มอะไรนัก ..ซึ่งบังเอิญผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
แล้วก็ยิ่งบังเอิญที่ผม อาจจะแทบไม่เคยรู้จัก ABBA มาก่อนด้วยแหละหนา ..เลยไม่อินกับหนังได้เต็มที่นัก (ถึงจะมีเพลงบางเพลงเคยคุ้นๆ ผ่านหูมาบ้างก็ตามทีเถอะ..แต่มันก็ไม่จำฝังจิตฝังใจเท่าแก๊งสี่เต่าทอง)
หากแต่ถ้าถามถึง ความสนุก ที่ไม่เกี่ยวกับความประทับใจ&nbsp;แล้วละก็.. เอาเป็นว่า นี่คือ หนังเพลง อีกเรื่อง ที่เพลิดเพลินจรุงใจได้ดีนักแลเชียว
เอาแค่ได้เห็นเจ้าป้า "เมอรีล สตรีพ" สลัดภาพดาราออสการ์ มาทำตัวแอ๊บแบ๊ว เต้นเพลงโดดเด้งๆไปกับเพลงแอ๊บบ้า ..ก็แทบจะทำให้ชีวิตในโรงหนังนับเ]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Wolf Creek (2005)]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1308</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1308#comment</comments>
    <pubDate>Mon, 25 Aug 2008 11:08:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1308</guid>
    <description><![CDATA[
ผลงานสร้างชื่อของ ผกก.เกร็ก แม็คลีน จากเรื่อง Rogue หนังจระเข้ยักษ์ที่เพิ่งได้เข้าฉายในบ้านเราไป&nbsp;ถ้าเทียบกับหนังในตระกูล 'ทัณฑ์ทรมาน' (Torture porn&nbsp;- ซึ่งผมไม่ใคร่นิยมดูเท่าไหร่) ด้วยกันแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่มีพล็อตค่อนข้างจะสร้างสรรค์กว่าอีกหลายๆ เรื่องแล้วล่ะ ด้วยบรรยากาศที่ดู 'จริง' ท่ามกลางทิวทัศน์ของผืนทวีปออสเตรเลียตอนในอันแห้งแล้งและความเวิ้งว้างว่างเปล่า ทำให้เกิดความรู้สึกหลอนได้ชะงัด
จริงๆ บทหนังของเรื่องนี้ก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ สักเท่าไหร่ เป็นเพียงแค่เรื่องราวของนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ ชาย 1 หญิง 2 คน ที่ขับรถเข้าไปเที่ยวยังสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนนิยมไปในออสเตรเลีย จนกระทั่งมาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อ Wolf Creek ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตโบราณ และสถานที่แห่งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาตลอดไป เพราะดันเกิดรถเสียในตอนจะกลับ ซึ่งก็เริ่มจะมืดแล้ว จนกระทั่งมีชายท้องถิ่นมาด 'Crocodile Dundee' คนหนึ่งเข้ามาเสนอตัวช่วยลากรถพวกเขาไปซ่อม ... และหลังจากนั้นก็ ... โหด - เชือด - เลือดสาด อันเป็นธีมหลักของหนังตระกูลนี้
แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดู 'เหนือ' กว่าเรื่องอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน นอกจากบรรยากาศและทิวทัศน์ตามที่ว่าไว้แล้ว การดำเนินเรื่องแบบ Realistic - ดิบ - เถื่อน (เริ่มเรื่องอย่างเนิบช้าเหมือนตัวละครไปทัศนาจรกันจริงๆ จนกระทั่งเริ่มพลิกกลับเป็นไม่น่าไว้วางใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงครึ่งหลัง) ก็ทำให้คนดูอย่างผมค่อนข้างอินไปด้วย, ฝ่ายตัวเอกถึงแม้เป็นผู้หญิงถึง 2 คน (1 เข้มแข็ง, 1 อ่อนแอ) แต่ก็ไม่มีใครที่ดู 'เป็นเหยื่อโง่ๆ' แบบในหนังสยองขวัญทั้งหลาย และฝั่งฆาตกร ก็ไม่ได้ดูเก่งจนเป็นเทพว่าสามารถทำแบบนี้ได้อย่างไร, พล็อตที่ก้าวไปข้างหน้าแบบไม่อาจคาดเดาได้ และมีตอนที่คาดไม่ถึงอยู่หลายครั้ง ... จุดติโดยส่วนตัว ก็คงเป็นที่ฉากโหดๆ ที่ทำให้ชีพจรเต้นตุบๆ (ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นสำหรับหนังแนวนี้) กับตอนจบที่โหดร้ายสำหรับคนดู (อย่างผม) มากไปหน่อย
7.5 / 10บลูยอชท์
(http://lifesosimple.bloggang.com)]]></description>
  </item>
 <item>
    <title><![CDATA[Prom Night (2008) พรอม ไนท์ คืนตายก่อนหวีด ]]></title>
    <link>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1306</link>
    <comments>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1306#comment</comments>
    <pubDate>Mon, 25 Aug 2008 09:08:00 ICT</pubDate>
    <dc:creator></dc:creator>
    <category>Recent Post</category>
    <guid>http://vreview.yarisme.com/?md=post&amp;id=1306</guid>
    <description><![CDATA[
&nbsp;
เหมือนจะเข้าโรงนะครับเรื่องเนี้ย แต่ก็โดนถอดออก ก็หนังมันแนวไล่ฆ่าแบบเดิมๆ นี่ครับ ตัวหนังเองก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เท่าไรหรอก
ดอนน่า เคปเปิล (Brittany Snow) สาวน้อยที่แสนจะโชคร้ายครับ โดนริชาร์ด เฟนตัน (Johnathon Schaech) ฆาตกรโรคจิตที่คลั่งไคล้เธอมาตามล่าถึงบ้าน พอดีเธอไม่อยู่ครับ คนในบ้านเลยโดนเชือดจนเรียบวุธ เธอกลับมาก็เจอศพคนทั้งบ้าน แต่เธอก็รอดนะครับ ตำรวจมาช่วยเธอไว้ทัน ริชาร์ดโดนลากเข้าตาราง แต่ก็ไม่โดนประหาร เพราะคณะลูกขุนดันไปลงความเห็นว่าเขาวิกลจริต เลยโดนแค่จำคุก
คุณคงเดาออกนะครับว่าหลายปีต่อมา ไอ้บ้านี่ก็แหกโรงพยาบาลออกมา ส่วนดอนน่าก็เริ่มชีวิตใหม่ คิดว่าคงไม่มีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นอีกต่อไป เธอเลยเชิดหน้าเข้าร่วมงานพรอมอย่างมีความสุขกับแฟนหนุ่มและเพื่อนสนิท
แล้วริชาร์ดก็มาไล่ฆ่าพวกเขาทีละคนๆ ... ดอนน่าจะรอดหรือไม่ในคืนงานพรอมสีเลือดนี้
ต้องยอมรับว่าหนังรวมดาราหนุ่มหล่อสาวสวยไว้เยอะ Snow นางเอกของเรื่องนี่น่ารักมากครับ คุณอาจจำเธอได้จากบทตัวอิจฉาใน Hairspray ฉบับล่าสุด เรื่องนั้นดูร้ายจริงๆ แต่มาเรื่องนี้เธอน่ารักจริงๆ ครับใส่ชุดงานพรอมก็สวย ท่าทางดูดีจริงๆ ส่วนสาวๆ คนอื่นก็น่ารักดีครับ การแสดงก็ถือว่าเรื่อยๆ ตามมาตรฐานน่ะแหละครับ 
แต่ที่แปลกใจคือพล็อตมันง่ายมาก ไม่มีหักมุมแต่อย่างใด คือผมก็คิดน่ะนะว่ามันน่าจะมีหักมุมแบบนิดๆ ให้พอลุ้น แต่นี่บอกเลยครับว่าริชาร์ดคือฆาตกรแท้ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีประเภทตัวละครลึกลับหรือฆาตกรปริศนาที่มาหักมุมคนดู แต่มาคิดอีกทีก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะจะหักไม่หักมันก็ช่วยหนังไม่ได้หรอกครับ
คลิ้กเพื่ออ่านบทความสมบูรณ์

6/10 
หมื่นทิพ (http://10000tip.bloggang.com)
]]></description>
  </item>
 
</channel>
</rss>
